เจาะลึกแท๊กติก คล็อปป์ หลังโค่น แมนซิตี้ ได้สำเร็จ

เจาะลึกแท๊กติก คล็อปป์ หลังโค่น แมนซิตี้ ได้สำเร็จ

ID436 - 1

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กลายมาเป็นทีมแรกในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สามารถล่ม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้สำเร็จในซีซั่นนี้ ซึ่งคำถามก็คือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลนั้นสามารถพาลูกทีมของเขาทำได้อย่างไร ในสภาพทีมที่ไม่มีทั้ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และเฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ซึ่งในวันนี้ สื่อเมืองผู้ดี ก็ได้ทำการวิเคระห์ข้อมูลออกมาแล้วในหลายประเด็น ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นตามเราไปดูกันเลย

1.ไม่ให้เอแดร์ซอน ได้ทำการเริ่มเซ็ทเกม

เกมการเล่นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ใช้การโยนบอลยาว แต่พวกเขาจะค่อยๆ เซ็ทเกมตั้งแต่ผู้รักษาประตู ซึ่งนั่นก็คือ เอแดร์ซอน แต่ทว่าเกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ทำการสั่งให้แนวรุกของทีมทำการไล่บี้ตั้งแต่เตะจากเขตประตู กดดันฟูลแบ็คทั้งสองข้างทั้งฟาเบียน เดลฟ์ และไคล์ วอล์กเกอร์ รวมไปถึงดานิโล่ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองด้วย และเมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เริ่มเล่นเกมยาก พวกเขาก็ต้องใช้การสาดบอลยาว และนั่นทำให้ในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาต้องเสียบอลให้กับ ลิเวอร์พูล

2.จับตาย เควิน เดอ บรอยน์

ในเกมการแข่งขันนัดที่แล้วที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เควิน เดอ บรอยน์ ทำการเล่นได้อย่างโดดเด่น จนสามารถถล่มลิเวอร์พูลไปด้วยสกอร์ 5-0 และในนัดนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้ทำการสั่งให้ จินี่ ไวจ์นัลดุม ประกบ เควิน เดอ บรอยน์ เพื่อให้เล่นบอลได้ยากขึ้น แต่ในเกมนี้ เดอ บรอยน์ ก็ยังคงเล่นได้ดี แต่สุไม่มีการทำทั้งประตูและแอสซิสต์แต่อย่างใด

3.โจมตีด้วยการยิงระยะไกล

การโจมตีที่หลากหลายของลิเวอร์พูล ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำงานได้ยากขึ้น และหลายๆ ครั้งไม่ต้องฝืนทะลวงไปในเขตโทษ ลูกทีมของ คล็อปป์ ก็สามารถหาช่องยิงได้ก็ยิง ซึ่ง 4 ประตูของลิเวอร์พูลที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้มาได้นั้น มาจากการยิงด้านในเขตโทษ 1 ลูก ซึ่งฟีร์มีโน่เป็นคนยิง, ยิงบนเส้นเขตโทษพอดี มาเน่เป็นคนยิง และอีก 2 ประตู มาจากการยิงนอกเขตโทษ โดยเป็นแชมป์เบอร์เลน และซาลาห์เป็นคนยิง

4.มีพละกำลังที่เหนือกว่า

แมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้นอาจจะเป็นอันดับหนึ่งในลีก เรื่องเทคนิค แต่ก็ไม่จำเป็นที่ลิเวอร์พูลจะต้องไปต่อสู้ด้วยการดวลเทคนิคเหมือนกัน เพราะการใช้พละกำลังเข้ากระแทก เข้าทำลายจังหวะ ก็ทำให้เกมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้เล่นเสียได้เหมือนกัน และในเกมนี้ เราจะเห็นได้จาก จังหวะที่แชมเบอร์เลน กระแทกดานิโล่จนกระเด็น รวมไปถึงจังหวะที่ฟีร์มีโน่ กระแทก จอห์น สโตนห์จนตัวปลิว และยิงลูกขึ้นนำ 1-2 ซึ่งถ้าในเมื่อแนวรับของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีเทคนิคดี ลิเวอร์พูลจึงจำเป็นที่จะต้องใช้พลังในการเข้าสู้นั่นเอง

5.ต้องมีมิดฟิลด์ที่แข็งแกร่ง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้น พวกเขาจะมีการต่อบอลที่รวดเร็ว ถ่ายบอลกันในสไตล์ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ดังนั้นแล้วผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ถ้าต้องมากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้ว จำเป็นที่จะต้องวิ่งไล่เก่ง วิ่งสู้ไม่มีหมด เพื่อไม่ให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถ่ายบอลได้ถนัด ซึ่งตอนที่ลิเวอร์พูลมี เอ็มเร่ ชาน อยู่ในสนาม จะเห็นได้ว่าพวกเขาสามารถคุมเกมตรงกลางได้ดี แต่พอเปลี่ยนเอา ชาน ออก และเอาเจมส์ มิลเนอร์ ลงมาแทน จะเห็นได้ชัดเลยว่า เกมตรงกลางนั้นเป็นรอง เพราะมิลเนอร์นั้นไม่ได้มีความเร็ว และความแข็งแกร่งเท่า ชาน และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลิกกลับมาได้

6.ต้องมีสมาธิในช่วงท้ายเกม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีจุดเด่นอีกเรื่องคือ การยิงประตูท้ายเกม ซึ่งพวกเขามักทำได้แบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว และในเกมนี้ ช่วง 10 นาทีสุดท้าย พวกเขาก็สามารถทำได้ 2 ประตู และเกือบจะยิงตีเสมอได้ด้วยซ้ำ ถ้าลูกโหม่งของกุน อเกวโร่ ไม่ไปเข้าข้างตาข่ายเสียก่อน แต่ก็ยังดีที่ คล็อปป์ มีสมาธิพอ ส่ง คลาวาน ลงมาถ่วงเวลา อุด และช่วยดึงจังหวะโมเมนตั้มในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ซึ่งถ้า คล็อปป์ ไม่มีการเปลี่ยนตัวในช่วงสุดท้ายแล้วล่ะก็ เผลอๆ ลิเวอร์พูล อาจโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอก็เป็นได้